พืช : สาวน้อยปะแป้ง

3 ก.พ.

การศึกษาเซลล์ภายในของพืช(สาวน้อยปะแป้ง)

วิชา ชีววิทยา

ผู้จัดทำ

นางสาว สุธินี ใจสุข

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.5 เลขที่ 11

ครูที่ปรึกษา

คุรครู นาฏอนงค์ จันทร์ฉาย

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555

โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

อำเภอ เมือง จังหวัดเชียงราย

ชื่อต้นไม้ : ต้นสาวน้อยปะแป้ง

ชื่อสามัญ                  Dumb Cane

ชื่อวิทยาศาสตร์        Dieffenbachia

วงศ์                         Araceae

ชื่ออื่นๆ                    ช้างเผือก ว่านพญาค่าง ว่านหมื่นปี อ้ายใบก้านขาว

ลักษณะโดยทั่วไป

               สาวน้อยประแป้ง เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะคล้ายพืชในตระกูลเขียวหมื่นปี แต่ใหญ่กว่า ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนกลม ตั้งตรงแข็งแรง มีข้อถี่ แตกใบอ่อนตรงส่วนยอดของลำต้นทีละใบ ก้านใบยาว ส่วนที่ติดกับลำต้นมีลักษณะเป็นกาบ ใบมีรูปร่างยาวเรียวคล้ายใบพาย โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม บางชนิดแหลมเกือบมน พื้นใบมีสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม ด่างสีขาว ครีม หรือเหลือง หรือมีจุดแต้มบนพื้นใบต่างกันไป ดอกของสาวน้อยประแป้งมีลักษณะคล้ายดอกหน้าวัว มีกาบอยู่เพียงกาบเดียวหุ้มแท่งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย โดยเกสรตัวผู้อยู่ส่วนบน และเกสรตัวเมียอยู่ส่วนล่าง ออกดอกเป็นกลุ่มส่วนมากมีสีเขียวอ่อน เวลาบานกาบจะแย้มออกเล็กน้อย ดอกของสาวน้อยประแป้งบางชนิดมีกลิ่นเหม็นมาก ยางของสาวน้อยประแป้งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้คันมาก ถ้าเข้าปากจะทำให้ลิ้นบวมและขากรรไกรแข็ง หากกินเข้าไปอาจทำให้ตายได้

การปลูกเลี้ยงและดูแลรักษา

สาวน้อยประแป้ง เป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงดูแลรักษาง่าย ต้องการแสงแดดหรือแสงสว่างมากแต่ก็สามารถเจริญงอกงามได้ดีในที่มีแสงแดดรำไร แต่ถ้าให้ถูกแสงแดดโดยตรงจะทำให้ใบไหม้ได้ หากได้รับแสงเพียงด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้ต้นเอียงไปทางด้านที่มีแสงมากกว่า ชอบสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความชื้นสูง แต่บางชนิดก็สามารถปรับตัวให้อยู่ในที่มีความชื้นในอากาศปานกลางได้ สำหรับดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินที่มีส่วนผสมของอินทรียวัตถุ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ระบายอากาศ ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะหรือแห้งเร็วเกินไป ปุ๋ยเคมีควรใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 10-10-10, 15-15-15 ในปริมาณน้อยๆ หรืออาจใช้ปุ๋ยละลายช้าเพื่อค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่ต้นก็ได้

การขยายพันธุ์

• การแยกหน่อ เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลรวดเร็ว แต่ใช้ได้กับต้นที่มีหน่อเท่านั้น โดยตัดหน่อใหม่ที่มีใบ 2-3 ใบและที่โคนหน่อมีรากแล้ว ทารอยตัดด้วยปูนแดงรอให้แห้ง ก็สามารถนำไปปลูกได้ทันที

• การปักชำยอด วิธีนี้มักใช้กับต้นที่มีขนาดใหญ่สูงขาดความสวยงามโดยตัดยอดให้มีความยาวพอสมควรไม่สั้นหรือยาวเกินไปและตัดให้รอยตัดชิดกับข้อต้นมากที่สุด ทาปูนแดงที่รอยตัดทั้งสอง ลอกใบของยอดชำออกให้เหลือแต่ใบส่วนยอดประมาณ 4-5 ใบนำไปปักชำในขุยมะพร้าวผสมขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวผสมทรายหยาบ วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำและรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะเกิดรากจึงสามารถย้ายปลูกลงดินได้ต่อไป

• การตอนยอด วิธีนี้มักใช้กับต้นที่มีขนาดใหญ่สูงชะลูดเช่นเดียวกับการปักชำยอด โดยลอกใบด้านล่างของยอดให้เหลือยอดพอสวย ใช้มีดที่คมและสะอาด กรีดเป็นรอยตามความยาวของต้นลึกประมาณ 0.5 ซ.ม. บริเวณข้อต้นที่จะตอน 4-6 รอย หุ้มด้วยถุงพลาสติกมัดให้แน่น ประมาณ 3-4 สัปดาห์รากจะงอก จึงตัดนำไปปลูกต่อไป

• การชำข้อและลำต้น เป็นวิธีที่ง่ายและทำให้ได้ต้นใหม่จำนวนมาก ทำได้โดยตัดส่วนของข้อหรือลำต้นเป็นท่อนๆ ยาว 5-7 ซ.ม. โดยให้มีส่วนของตา
ติดมาด้วยทุกท่อน แช่ด้วยน้ำผสมยากันเชื้อราหรือทาด้วยปูนแดงทิ้งไว้ให้แห้ง นำไปชำในขี้เถ้าแกลบผสมขุยมะพร้าวในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โดยฝังให้จมลงประมาณสองในสามส่วนของลำต้นตามแนวนอนและวางให้ตาที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ด้านบน ประมาณ 45-60 วัน รากจะงอก เมื่อใบขึ้นมา 2-3 ใบจึงย้ายปลูกได้

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/saownoiprapaeng.html

ราก (Root)

 2013-01-15 15.21.19_2

Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์เดียวเรียงติดกัน บางตำแหน่งมี Root hair

Cortex เป็นบริเวณที่ประกอบดด้วยเซลล์หลายแถวส่วนใหญ่เป็นพาเรงคิมาที่ทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารด้านในสุดของ Cortex มักเรียกเห็นเซลล์เรียงเป็นแถวเรียก Endodermis มีลักษณะเป็นเซลล์พาเรงคิมาแต่ผนังเซลล์มีลักษณะพิเศษคือมีสารซูเบอรินสะสมเป็นแถบเล็กๆรอบเซลล์ยกเว้นผนังเซลล์ด้านที่ขนานกับ Epidermisเรียก แถบแคสพาเรียนสตริพเมื่อเซลล์มีอายุเพิ่มขึ้นจะมีลิกนินมาสะสมโดยรอบเซลล์มากทำให้ผนังเซลล์หนาขึ้นและมองเห็นได้ชัด

Stele เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากชั้นเอนโดเดอร์มิสของคอร์เทกซ์เข้าไป

  • เพริไซเคิลประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาเรียงเป็นวงโดยรอบอาจมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นจัดเป็นชั้นนอกสุดของสตีล
  • กลุ่มท่อลำเลียง Vascular bundle ประกอบด้วยPhloem Xylem
  • พิธ Pith คือบริเวณตรงกลางของรากหรือลำต้นที่ไม่ใช่ไซเล็มปฐมภูมิและพบว่ามีพิธที่ประกอบด้วยพาเรงคิมาอยู่เป็นบริเวณกว้าง

ลำต้น (Stem)

 2013-01-15 15.23.41

Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์เดียวเรียงติดกัน บางตำแหน่งมี Root hair

Cortex เป็นบริเวณที่ถัดจาก Epidermis เข้าไปส่วนใหญ่เป็นพาเรงคิมาและมักมีคอลเลงคิมาอยู่ติดกับ Epidermis และมักพบอยู่ตามบริเวณสันของลำต้น

Stele เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากชั้น Cortex

  • Vascular bundle
  • Vascular ray เป็นพาเริงคิมาที่อยู่ระหว่าง Vascular bundle ในพืชใบเลี้ยงคู่
  • พิธ อยู่ชั้นในสุดที่ใจกลางของลำต้นถัดจากแนวของกลุ่มท่อลำเลียงส่วนใหญ่ประกอบด้วยพาเรงคิมาอาจพบการสะสมแป้งหรือสารต่างๆได้มากในบริเวณนี้

ใบ (leaf)

 124290ทท

2013-01-15 15.39.382013-01-15 15.31.24

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: